คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2020

ต้นไม้ที่ไม่นิยมมาปลูกในบ้าน

ต้นไม้ที่โบราณไม่นิยมปลูกเพราะเป็นไม้ไม่มงคลแต่เดี๋ยวนี้คนหันมาปลูกในบริเวณบ้านกันแล้ว

     หากคนที่สนใจเกี่ยวกับต้นไม้มักจะศึกษาเกี่ยวกับต้นไม้ว่าตนไหนปลูกได้หรือต้นไม้ต้นไหนที่ไม่ควรปลูกในบ้าน ซึ่งก็มีต้นไม้หลายต้นที่เคยเป็นที่ต้องห้ามในการปลูกในบริเวณบ้านจัดเป็นไม้ที่ไม่เป็นมงคลไม่ควรเปิดให้

 

บริเวณบ้านเพราะคนในบ้านจะได้รับความเดือดร้อนตามชื่อของต้นไม้ชนิดนั้น แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีการนำมาปลูกไว้ในบ้านกันมากขึ้น เรามาดูกันว่าเป็นต้นไม้อะไรบ้าง

1.ต้นมะละกอ สำหรับต้นไม้ชนิดนี้หลายคนนิยมนำผลมารับประทานทั้งการทานแบบสุกหรือแบบดิบ ซึ่งผลของมะละกอ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด แต่กลับเป็นไม้ต้องห้ามที่ไม่นิยมนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านเพราะชื่อของมะละกอ มีส่วนที่ไม่เป็นมงคลอยู่โดยคนสมัยโบราณมีความเชื่อที่ว่า คำว่า ละ ใน มะละกอ หมายถึงการลาจาก การแตกแยก ซึ่งหากใครปลูกต้นมะละกอไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้ลูกหลายแตกแยกกันไม่สมานสามัคคีกัน บ้านไหนที่ปลูกชีวิตภายในครอบครัวจะไม่มีความสุข

คนโบราณจึงมักแก้เคล็ดด้วยการปลูกต้นมะละกอไว้ไกลจากบ้านหรือปลูกไว้นอกรั้วบ้าน แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าพื้นที่บริเวณบ้านของแต่ละคนไม่มีพื้นที่เหลือเยอะมากนัก ดังนั้นคนในสมัยปัจจุบันจึงนิยมปลูกต้นมะละกอไว้ในบริเวณรั้วบ้านเลย ซึ่งชีวิตครอบครัวของแต่ละบ้านที่ปลูกก็ยังปกติดี คนในครอบครัวยังรักใคร่กันดี

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าที่ห้ามปลูกในสมัยโบราณอาจจะเป็นเพียงเป็นการป้องกันเด็กเล็กไปเล่นได้ต้นมะละกอแล้วลูกมะละกอจะหล่นใส่หัวจึงออกอุบายมาว่าเป็นต้นไม้ไม่มงคลมากกว่า

2.ต้นไม้อีกชนิดที่ปัจจุบันมีคนนิยมปลูกในบ้านกันเยอะมากเพราะดอกมีกลิ่นหอมและต้นเป็นพุ่มสวยงาม นั่นก็คือ ต้นดอกลีลาวดี หรือชื่อเดิมคือชื่อลั่นทมนั่นเอง ซึ่งในสมัยโบราณไม่นิยมปลูกต้นไม้ชนิดนี้ไว้ในบริเวณบ้านเพราะชื่อของต้นไม้ที่ไม่เป็นมงคล

ดังนั้น ต้นไม้ชนิดนี้เราจึงมักจะเห็นว่าจะมีการปลูกตามบริเวณวัด แต่หลังจากที่สมเด็จพระเทพได้ทรงมีเมตตา ทรงเปลี่ยนชื่อต้นไม้ จากต้นลั่นทม มาเป็นต้นลีลาวดี หลังจากนั้นผู้คนก็นิยมปลูกต้นไม้ชนิดนี้ภายในบ้านกันมากขึ้น เพราะประโยชน์ได้ทั้งร่มเงา ดอกมีสีสวย และมีกลิ่นหอม

จะเห็นได้ว่านี่เป็นเพียงชื่อต้นไม้ตัวอย่างในอีกหลายชนิดที่แต่เดิมเคยเป็นต้นไม้ต้องห้าม ไม่สามารถปลูกในบ้านได้แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความคิดของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงต้นไม้เหล่านั้นก็สามารถนำมาปลูกได้ และสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้เหล่านั้นได้ด้วย

ต้องเอาตัวให้รอดยังไงเมื่อต้องอยู่ในเหตุการณ์กราดยิง?

 เพิ่งผ่านไปไม่นานกับเหตุการณ์คนร้ายนำปืนมากราดยิงประชาชน

คนบริสุทธิ์เสียชีวิตที่จังหวัดลพบุรี มาวันนี้มีเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่ารุนแรงกว่ามากเกิดขึ้นอีกครั้งที่จัดหวัดนครราชสีมา เมืองของย่าโม  ทำให้ผู้คนตกใจและหวาดกลัวกันเป็นจำนวนมากเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากว่า 20 คนและยังมีคนบาดเจ็บมากมาย

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จึงไม่ได้มีการวางแผนการหนีอย่างไรไว้ล่วงหน้ามาวันนี้มีเหตุการณ์เลวร้ายมาหลายรอบแล้วดังนั้น เราควรจะทราบว่าเราจะมีวิธีการเอาตัวเองให้รอดได้อย่างไรให้ต้องต้องอยู่ในสถานการณ์แบบที่เกิดเหตุที่ห้าง Terminal 21 ที่โคราช

       หลักการเอาตัวรอดหากเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นอยู่ หากใครมีสัมภาระข้าวของพะรุงพะรังให้ทิ้งก่อนแล้ววิ่งหนีทันที โดยให้ฟังทิศทางของเสียงปืนว่ายิงมาจากทิศทางใดแล้วห้ามวิ่งไปทางเสียงปืนอย่างเด็ดขาด ถ้ามีคนอื่นที่อยู่ที่เดียวกับเราก็ช่วยคนอื่นให้หนีไปพร้อมเราด้วยถ้าทำได้แต่ถ้าหากเขาไม่ยอมหนีก็ปล่อยเขาไปแล้วให้เราหนีไปเองลำพังก็ได้

ซึ่งหากหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุได้ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที แต่ถ้าหากหนีไม่ได้ ให้รีบหาที่ซ่อนตัว

ซึ่งการซ่อนตัวที่ดีควรอยู่หลังกำแพงหนาหนา อยู่อย่างเงียบเงียบปิดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดรวมถึงโทรศัพท์มือถือ ถ้ามีที่ล็อกประตูก็ให้ล็อกเลย และปิดไฟให้มืด ที่สำคัญอย่าคุยกันและอย่าซ่อนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ให้กระจายกันหาที่ซ่อนและหากต้องการจะติดต่อสื่อสารกับคนภายนอกหรือตำรวจให้ส่งเป็นข้อความเท่านั้น

และซ่อนตัวจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาให้ความช่วยเหลือ พยายามใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อสื่อสารกับภายนอกยามที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อเป็นการ save battery

    จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ห้างที่โคราชในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนคงต้องมีการวางแผนกับคนในครอบครัวเอาไว้บางแล้วว่าหากมีเหตุการณ์เช่นนี้ควรจะมีการหนีกันไปทางไหนอย่างไร หรือหากต้องต่างคนต่างหนีจะมีจุดที่สามารถนัดเจอกันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้คนทางบ้านต้องเป็นห่วง

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตามให้หนีไว้ก่อน ไม่ต้องห่วงการไลฟ์สด อยากให้คนอื่นเห็นหรืออยากรู้ความเป็นไปของสถานการณ์ในตอนนั้นเพราะชีวิตสำคัญที่สุด ซึ่งในช่วงเวลาแบบนี้พวกเราคนไทยต้องช่วยเหลือกันเอง หากเห็นอะไรที่น่าสงสัย

ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทันทีเหตุการณ์ในครั้งนี้คงจะเป็นกรณีศึกษาให้กับอีกหลายหน่วยงานว่าจะทำการแก้ไขเหตุการณ์แบบนี้อย่างไรให้รวดเร็วเพื่อไม่ให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากอย่างในครั้งนี้ 

ค้นพบยารักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้ว

แถลงการณ์แพทย์ไทยเจ๋งค้นพบยารักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้ว

มีการแถลงการณ์จากทางโรงพยาบาลราชวิถีเกี่ยวกับการคิดคนอยากฆ่าเชื้อเพื่อรักษาโรคไวรัสขอดูหน้าโดยตอนนี้ทางนายแพทย์ที่ประจำการอยู่ที่โรงบาลราชวิถีได้ออกมาบอกว่าตอนนี้ในภาคของประเทศไทยเราได้ค้นพบยาที่สามารถรักษาอาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสกรอหน้าได้แล้วโดยหากคนที่มีเชื้อไวรัสคราวหน้าได้รับการรักษาจากยาชนิดนี้จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วรึหายขาดได้ภายในเวลาแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

โดยวันนี้ทางรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาทางสาธารณสุขได้ร่วมกับทางโรงพยาบาลราชวิถีออกแถลงการณ์ถึงการค้นพบยารักษาโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งเป็นยาที่ช่วยในเรื่องของรักสาโรคปอดอักเสบโดยทางนายแพทย์ของโรงบาลราชวิถีได้ออกมาบอกว่าโรคชนิดนี้มีอาการที่รุนแรงมากซึ่งยาที่คิดคนขึ้นมานี้

 

หาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ได้รับการรักษาจากทางโรงพยาบาลราชวิถีและได้ยาที่มีการคิดคนขึ้นมาอาการรุนแรงของโรคจะดีขึ้นเป็นอย่างมากและผู้ป่วยจะสามารถหายจากโลกนี้ได้ได้ภายในเวลาแค่เพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้นโดยผู้ป่วยที่รับการทดลองการรักษายานี้เป็นหญิงสาวที่มาจากเมืองจีนซึ่งได้รับการรักษาที่โรงบาลและได้รับยานี้เข้าไปซึ่งเมื่อผลตรวจออกมาก็พบว่าเธอหายจากอาการที่ติดเชื้อโรคใครสนใจ

หาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ได้รับการรักษาจากทางโรงพยาบาลราชวิถี

และได้ยาที่มีการคิดคนขึ้นมาอาการรุนแรงของโรคจะดีขึ้นเป็นอย่างมากและผู้ป่วยจะสามารถหายจากโลกนี้ได้ได้ภายในเวลาแค่เพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้นโดยผู้ป่วยที่รับการทดลองการรักษายานี้เป็นหญิงสาวที่มาจากเมืองจีนซึ่งได้รับการรักษาที่โรงบาลและได้รับยานี้เข้าไปซึ่งเมื่อผลตรวจออกมาก็พบว่าเธอหายจากอาการที่ติดเชื้อซิวไวรัสโคโรน่าเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งจากการที่มีการแถลงการณ์ออกมาในครั้งนี้สร้างความดีใจให้กับทุกคนชาวไทยเป็นอย่างยิ่งเพราะอย่างน้อยก็ยังมีรักอย่ารักสาโรคชนิดนี้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไปแต่ว่าทางท้ายก็ยังแจ้งว่าหากใครที่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อก็อาจจะยังต้องมีการปรับตัวเพื่อทำการตรวจสอบและหากมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ก็จะต้องทำการรักษากันต่อไปซึ่งตอนนี้ทางทีมแพทย์ได้มีการปรึกษากันอยู่ว่าจะหาสถานที่ไหนเอาไว้เป็นสถานที่เพื่อกักตัวของกลุ่มที่อยู่ในความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อโรคไวรัโคโรน่าซึ่งอาจจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้งหนึ่งตอนนี้มีดีมองหาไว้แล้วประมาณสามถึงสี่ที่