คลังเก็บหมวดหมู่: สังคมทั่วไป

ข้างในตัวเรานั้นอายุเท่าไหร่กัน

นอกจากอายุที่มีการนับตามปีเกิดแล้วนั้น เราทุกคนนั้นล้วนมีอายุชีวภาพนอกจากอายุจริงๆที่มีการนับเป็นตัวเลขอีกด้วย หรือที่เรียกว่า Biological ages นั่นเอง ที่มีสิ่งที่สามารถบอกความเสื่อมของร่างกายเราได้ ว่าเรานั้นมีการใช้ร่างกาย และบางครั้งถ้าหากมีการใช้ร่างกายที่หนักไปก็จะทำให้ร่างกายนั้นแก่กว่าอายุที่แท้จริง

โดยการวัดอายุชีวภาพนั้นสามารถทำได้โดยการตรวจเทโลเมีย โดยในร่างกายของเรานั้นจะประกอบไปด้วยสายพันธุกรรมที่รับมีการรับมาจากพ่อและแม่  เราจะเรียกว่าดีเอ็นและโครโซม ใรส่วนโครโมโซมที่อยู่ในร่างกายเรานั้น จะมีส่วนปลายนั้นเราจะเรียกว่าเทโลเมียอยู่นั่นเอง

โดยเทโลเมียนั้นจะมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้โครโมโซมของร่างกายเรานั้นถูกทำลายหรือการหดและสั้นลงในระยะเวลาที่เร็วหรือก่อนระยะเวลาที่ควรจะเป็น เปรียบเทียบได้โดย โครโมโซมจะเหมือนเชือกผูกรองเท้าส่วนตัวเทโลเมียนั้นเปรียบเสมือนปลอกครอบปลายเชือกรองเท้าในส่วนที่เป็นพลาสติกนั่นเอง ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชือกมีการหลุดหรือลุ่ยนั่นเอง 

กรบวนการทำงานของร่างกายโดยทั่วไปแล้วนั้นเมื่อมีอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆตัวเทโลเมียและโครโมโซมในร่างกายของเรานั้นก็จะมีการหดและสั้นลงเรื่อยๆ มีผลวิจัยมากมายที่มีการพบว่าเทโลเมียหรือโครโมโซมในร่างกายของเรานั้น ถ้าหากมีการหดหรือสั้นลงเร็วกว่าช่วงอายุนั้นถือว่าสำคัญอย่างมากเพราะอาจจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหลออดเลือกหัวใจ สมอง โดยปัจจัยหลายๆอย่างที่เรามีการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้นั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เทโลเมียในร่างกายของเรานั้นสามารถหดและสั้นลงได้เร็วกว่าช่วงอายุที่แท้จริงของเรานั่นเอง 

ปัจจัยที่สามารถทำให้เทโลเมียหดและสั้นลงได้นั้นมีผลมากจากการรับประทานอาหาร อาจจะมีการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป เช่น จำพวกกลุ่มอาหารที่มีรสชาติหวานจัด  มีความมันจัด หรืออาหารที่มีรสจัด และรวมไปถึงอาหารที่ประกอบไปด้วยทรานซ์แฟตหรืออาหารที่มีไขมันไม่ดีด้วย และสิ่งที่สำคัญและเป็นปัจจัยที่ทำให้เทโลเมียหดและสั้นลงเร็วนั้นก็คือการนอนพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเครียดสะสมและการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอและยาประเภทที่ส่งผลและมีฤทธิ์ต่อความยาวของเทโลเมียด้วย

ในปัจจุบันนี้นั้นด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความทันสมัยจึงสามารถตรวจได้ลึกถึงชั้นโมเลกุล ทำให้สามารถตรวจและวัดความยาวของเทโลเมียในร่างกายได้ โดยการวัดความยาวของเทโลเมียนั้นจะเป็นสิ่งที่สามารถบอกว่าร่างกายของเราตอนนี้นั้นมีอายุเท่าไหร่ แก่กว่าอายุจริงหรือเรานั้นมีการดูแลสุขภาพที่ดีหรือเปล่าได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

การที่เราเอาดอกอัญชันนั้นมาทำเป็นอาหาร

มีใครนั้นรู้บ้างการที่เราเอาดอกอัญชันที่เรานั้นคิดว่าเอามาแค่การที่เราทำสีเพียงอย่างเดียวหรือว่าการที่เราต้มเอาน้ำมากิน  ไม่นะค่ะ

เพราะว่าเดี่ยวนี้นั้นได้มีการพัฒนาการที่เราเอาดอกอัญชันมาประกอบอาหารหรือว่าเรานั้นมาทำเป็นอาหารหรือว่าของทานเล่นนั้นมีอะไรเดี่ยวไปอ่านกันเลยว่าดอกอัญชันนั้นสามารถที่เปลี่ยนหรือว่าแปรรูปเอามาทำเป็นอะไรกันได้บ้าง 

 

  • ข้าวเกรียบปากหม้ออัญชัน   เริ่มจาการที่เราเอาดอกอัญชันนั้นมามาเทน้ำร้อนนั้นใส่ดอกเพื่อที่เราจะเอาสีของดอกอัญชันเพื่อที่จะเอามาประกอบอาหาร  จากนั้นเราก็บีบมะนาวลงไปเพื่อที่เราจะได้สีที่ข้มมากยิ่งขึ้น  จากนั้นเราก็ใสแป้งมันและแป้งข้าวเจ้า  จากนั้นเราก็เทน้ำดอกอัญชันที่เราทำใว้เมื่อกี้  ผสมจนเข้ากัน  

 

จากนั้นเราก็มาทำน้ำจิ้ม  โดยการที่เรานั้นเคี่ยวน้ำตาลทรายกับซีอิ้วดำหวาน  เกลือ  น้ำส้มสายชู  และน้ำนั้นจนละลายทุกอย่าง  จากนั้นเราก็ปิดไฟตั้งทิ้งเอาไว้  ใส่พริกและกระเทียมลงไป    เวลาที่เรานั้นทำใส้นั้นเราต้องตั้งน้ำมันใส่กระทะ  จากนั้นเราก็ใสกระเทียมและหัวหอมใหญ่ลงไปผัดจนเข้ากัน  จากนั้นเราก็ปรุงรสชาติด้วยซีอิ้วขาว  พริกไทยดำ  เกลือ  น้ำตาล  จากนั้นเราก็ผัดทุกอย่างจนสุก  

ถึงเวลาที่เราตั้งหม้อสำหรับการที่เราจะข้าเกรียบนั่งก็คือการที่เราต้องตั้งน้ำให้เดือด  จากนั้นเราก็ขึงผ้าขาวให้ตึงโดยมัดที่หม้อ  จากนั้นเราก็เจาะรูเพื่อที่จะได้เอาไอความร้อนนั้นมาทำให้ขนมของนั้นสุก  จากนั้นเราก็รอจนน้ำเดือด  จากนั้นเราก็เอาแป้งที่เราเตรียมไว้ใส่ในผ้าขาวจากนั้นเราก็ยีแป้งให้เป็นวงกลม  จากนั้นเราก็ปิดฝา  ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นเราก็เปิดฝาเอาใส่ที่เราเตรียมไว่ใส  จากนั้นเราก็ทำการพับให้ป็นรูปจากนั้นเราก็เอามาวางไว้ที่ถาดที่เราเตรียมเอาไว้แต่ว่าต้องมีน้ำมันนิดหน่อยเพื่อที่จะไม่ให้ตัวแป้นนั้นจับก้อนกัน  

 

  • วุ้นกระทิดอกอัญชัน  เริ่มจากการที่เรานั้นเอาน้ำและผงวุ้นเทลงไปในหม้อ  แล้วเรานั้นก็คนให้แตกไม่ให้เป็นก้อน  จากนั้นเราก็พักทิ้งเอาไว้  จากนั้นเราก็นำเอาส่วนผสมขึ้นไฟอ่อนๆ คนจนผงวุ้นของเราเริ่มที่จะละลาย   เติมน้ำตาลนั้นลงไป   คนจนน้ำตาลละลาย  ใส่ดอกอัญชันนั้นลงไป  จากนั้นเรารอจนเดือด  ปิดไฟแล้วยกลง  จากนั้นเราต้องเอาไปกรองคลาวนี้หลังจากที่เรากรองเสร็จแล้วให้เรานั้นเทใส่แม่พิมพ์ที่เรานั้นเตรียมเอาไว้  จากนั้นเราก็เอาไปแช่เย็นเพื่อที่จะได้เป็นตัว  

 

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

 

 

วิธีการย้อมผ้าแบบได้ง่ายและประหยัด

ปัจจุบันเสียงของป๋องแต่งจะมาพร้อมกับรถจักรยานยนต์พ่วงที่บรรทุกปี๊บน้ำที่เป็นสังกะสีขนาด 20 ลิตรพร้อมกับเตาถ่านเตาหนึ่งธรฝืนจำนวนหนึ่งไม้ยาวซัก 1 ฟุตครึ่งจำนวนสองอันเอาไว้หนีบหรือจะพาในขณะที่อยู่ในปี๊บที่มีน้ำสีดำดำและมีความร้อน

ที่สำคัญคือผงสีย้อมผ้าจำนวนสองกระป๋องใหญ่คือ  ผงสีดำและแบบเกล็ดที่เป็นตัวเชื่อมของสีกับผ้าที่นำมาย้อม นอกจากที่ที่นี้ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือกลองป๋องแป๋ง เสียงของกลองเป็นสัญลักษณ์ว่ารถยอมผ้ามาแล้วเหมือนกับรถขายไอติมหรือรถขายลูกชิ้น คนที่ต้องการจะยอมผ้าจะได้จำรีบเตรียมผ้าเอาไว้หรือเตรียมตัวออกมาโบกไม้โบกมือเพื่อใช้บริการ

ถ้าถามคนยอมภาวะย้อมสีอื่นได้ไหมเขาก็บอกว่ายอมได้แต่ไม่ค่อยทำจะรับจ้างยอมแค่สีดำสีเดียวเท่านั้นส่วนค่าย้อมผ้านั้นต้องดูก่อนแล้วแต่ชนิดของผ้า ถ้าเป็นกางเกงหรือกางเกงยีนส์จะราคาอยู่ที่ตัวละ 150 บาทถ้าเป็นเสื้อราคาก็จะถูกลงไปอีก  ส่วนคนยอมผ้าบางคนถ้าจะย้อมโดยใช้สีแบบที่มีราคาไม่แพงจะอยู่ที่ชิ้นละ 80 บาทแต่ถ้าสีที่ย้อมเป็นลักษณะใช้ได้นานแสนนานก็ตัวละ 150 บาท

สำหรับวิธีการย้อมผ้าแบบได้ง่ายและประหยัดสามารถทำเองได้ที่บ้านก็มีวิธีการดังนี้

อุปกรณ์ยอมผ้า

1.เสื้อที่เราจะย้อม

2.ถุงมือยางแบบหนา

3.น้ำสะอาด

4.เตาแก๊ส หม้อ และไม้กวนผ้า  

ขั้นตอนการยอมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

1.นำหม้อใบใหญ่ใส่น้ำสะอาดต้มน้ำให้เดือดจากนั้นใส่เกลือประมาณหนึ่งกำมือ

2.เตรียมสีย้อมผ้าให้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่ถุงผ้าแล้วใส่ลงในหม้อที่น้ำกำลังเดือด

3.นำพาที่ต้องการย้อมจุ่มลงไปในน้ำให้ท่วมเสื้อจากนั้นใช้ไม้ภายมันกวนตลอดจะทำให้สีเค้าซึมไปถึงเนื้อผ้าทำประมาณ 30 นาที หรือสังเกตที่สีเสื้อหากพอใจแล้วให้นำไปวางให้เย็น

4.พอเสื้อแห้งแล้วให้นำไปขยี้กับน้ำสาดเบาๆแล้วนำไปตากแดด 

สำหรับตัวช่วยเวลาย้อมผ้าไม่ให้สีตกให้ผสมน้ำสะอาดกับน้ำยาฟิกสองฝาในกะละมังจากนั้นนำผ้าไปจุ่มน้ำยาฟิกกันสีตกที่เตรียมไว้ให้เขย่าพาไปมาแล้วบิดพอหมัดมาจจากนั้นจึงนำไปตากแดด

 

ขอขอบคุณ  ตารางบอลพรุ่งนี้  ที่ให้การสนับสนุน

แนะนำวัดร่องแซง

วัดเป็นศูนย์จิตใจของประชาชนคนไทยมาช้านาน วัดจะมีอยู่ทั่วไปตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ เพื่อให้คนเฒ่าคนแก่ ได้พาลูกพาหลานไปทำบุญที่วัดเพื่อส่งเสริมให้มีความสุขกายสุขใจ

ปัจจุบันวัดตามต่างจังหวัดยังมีคนไปฟังพระธรรมเทศนา ใส่บาตรกันทุกวันพระ รวมถึงคนแก่ก็จะไปถือศีลภาวะนา วันนี้จะนำแนะนำวัดที่เป็นวัดชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี เริ่มจากวัดแรกที่ตำบลหนองปลาหมอ วันนี้ชื่อว่าวัดร่องแซง ปัจจุบันวัดร่อง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านร่องแซง  ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยการเดินทางจากรุงเทพมาที่วัดร่องแซง ทำได้ทั้งการขึ้นรถทัวร์สายกรุงเทพสระบุรี  กรุงเทพลพบุรี

กรุงเทพนครราชสีมา  หรือแม้แต่กรุงเทพปราจีนบุรีและอื่นๆอีกสายสาย หรือจะมาลงรถตู้โดยสาร  หรือขับรถส่วนตัวมาก็ได้ โดยนั่งรถผ่านรังสิตแล้วขับตรงมาเรื่อยๆ

เมื่อถึงอำเภอหินกองให้เลี้ยวซ้ายหรือถ้ามารถทัวร์หรือรถตู้ก็ให้ลงตรงหินกองเหมือนกันหลังจากนั้น ก็นั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างตรงมาทางซ้ายอย่างเดียวก็ถึงแล้ว วัดร่องแซงอยู่ห่างจากหินกองประมาณ 2 กิโล โดยวัดจะอยู่ทางด้านขวามือติดกับถนนใหญ่ จะอยู่เยื้องๆกับโรงเรียนวัดร่องแซง

ปัจจุบันที่วัดร่องแซงมีเจ้าอาวาส คนล่าสุดคอยดูแลวัด ซึ่งจากเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยจะมีคนไปทำบุญ ฟังธรรม ณ ปัจจุบันในช่วงเทศกาลต่างๆ วัดจะหนาแน่นไปด้วยผู้คนเป็นจำนวน มีการจัดกิจกรรมต่างๆให้ชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน มีการทำโรงทาน สวดมนต์ข้ามปี และในทุกวันพระจะมีญาติโยมที่สูงอายุ ต่างพากันไปรวมตัวที่วัดเพื่อสวดมนต์ไหว้พระ

วัดร่อง อยู่สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  โดยมีประวัติการก่อตั้งวัดไว้ว่าผู้ที่เริ่มก่อตั้งวัดร่องแซงคือ นางแพร  สุมาลย์ และนางปลั่ง  ทองก้อน โดยเริ่มสร้างวัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2450 ซึ่งมีการบันทึกข้อมูลไว้ในกรมการศาสนา แต่เดิมวัดร่องแซงมีการสร้างอยู่ที่บ้านหนองปลาหมอ ซึ่งจะอยู่ห่างจากวัดปัจจุบันประมาณ 1 กิโลเมตรไปทางทิศใต้ มีพื้นที่วัดประมาณ 2 ไร่ แต่ว่าต้องมีการย้ายวัดจากจุดเดิมเนื่องจากจุดเดิมนั้นการเดินทางไม่ค่อยสะดวกทั้งจากคนที่จะไปทำบุญและทั้งจากการที่พระจะออกบิณฑบาตรเพราะอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน

มีความกันดาร และขาดแคลนน้ำดังนั้นทางพระที่วัดกับชาวบ้านจึงได้มีการปรึกษาหารือกันเพื่อทำการย้ายวัดมาอยู่ที่สะดวกกว่าเดิม จึงเป็นที่มาของการมาสร้างวัดร่องแซง ณ ที่ปัจจุบัน โดยเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทั้งจากชาวบ้าน กำนันและผู้ใหญ่บ้าน มีข้อมูลการย้ายวัดว่าย้ายเมื่อปีพุทธศักราช 2503

โดยจุดที่สร้างวัดขึ้นใหม่   มีสภาพเป็นที่ราบสูง และมีป่าไม้   และเมื่อสร้างวัดเสร็จเรียกว่าวัดร่องแซงเหมือนเดิม โดยตั้งจากตามลักษณะของสภาพพื้นที่ที่ตั้งวัด โดยตอนแรกนั้นการย้ายมาทำเพียงการสร้างกุฏิหลังเล็ก ๆ หลังเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ชั่วคราว หลังจากนั้นก็ได้สร้างกุฏิสงฆ์  หอสวดมนต์   และอื่นๆเพิ่มเติมเรื่อยมา จน ณ ปัจจุบันนี้วัดร่องแซงมีคนเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

ตะเกียบกินได้

วัฒกรรมเเบบใหม่ ที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นโลก เเละการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อที่จะนำมาทำตะเกียบ ก็เปลือง เพราะคนสมัยนี้นิยมใช้ตะเกียบเเล้วก็ทิ้ง ไม่คิดล้างเก็บไว้ใช้ต่อ มีเเต่ซื้อใหม่ๆ

จนทำไห้ตะเกียบย่อยไม่ทัน ถึงจะเป็นไม้ เเต่ก็ต้องใช้เวลานาน ถ้าเผา ก็จะเป็นผลเสีย เเละมลพิษทางอากาศอีก เเละการผลิตตะเกียบมาใช้ในเเต่ละวันก็มากกว่าวันละ1000คู่ เเละถุงพลาสติกอีก ทำไห้เป็นผลเสียโดยเเท้จริงต่อโลก เเละการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างสิ้นเปลือง ถึงจะเป็นไม้ ย่อยสลายง่าย

ก็เป็นผลเสียต่อป่าไม้ เพราะต้องตัดไม้ มาทำตะเกียบ ซึ่งตะเกียบกินได้ ก็เป็นคนไทยที่คิดค้นขึ้นมา ถึงวิธีการทำมันจะยาก เเต่ต้นทุนน้อย อีกอย่าง ก็ถือว่าได้ช่วยโลกได้มากอีกด้วย สำหรับวิธีการทำตะเกียบนั้น จะใช้ส่วนผสมของเเป้งที่สามารถกินได้ นำมาใส่ส่วนประกอบต่างๆลงไป ซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่นำมาใส่ในการทำตะเกียบนั้นก็กินได้หมด ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ซึ่งจะเห็นได้เเน่ชัดเเล้วว่า ตะเกียบที่กล่าวมานั้น มันกินได้อย่างไร เพราะมันทำจากเเป้งเเละส่วนผสมของที่สามารถกินได้นั่นเอง ทำไห้กินได้ โดยที่ไม่มีอันตรายใดๆ การผสมทุกอย่างเสร็จเเล้วนั้น จะนำมาปั้นเป็นรูปตะเกียบ หรือใส่เครื่องพิมพ์ตะเกียบก็ได้ ปั้นไห้ได้เป็นรูปร่างของตะเกียบ ปั้นเสร็จได้รูปตะเกียบเเล้ว ยังไม่สามารถใช้งานได้ เพราะเเป้งที่ปั้นนั้น ยังไม่เเข็งตัว สำหรับความพร้อมที่จะใช้งาน จึงต้องนำไปผึ่งไห้เเห้งหรือตากเเดดก่อน

เพื่อไห้เเป้งเเละส่วนผสมอื่นๆที่ยังเปียกนั้น เเข็งตัว พอเเข็งเเล้ว ก็สามารถนำมาใช้งานได้เลย เเข็งเหมือนกับตะเกียบไม้ ที่สำคัญ สามารถกินได้ด้วย จะกัดกินก็ได้ เพราะตะเกียบไม่มีอันตรายใดๆ มีเพียงเเค่เเป้งเเละส่วนผสมที่คนเรารู้จักกันทั้งนั้น สามารถอยู่ในน้ำได้ประมาณ30นาที ตะเกียบ

จึงละลายหายไป คล้ายๆกับหลอดของสตาร์บัคนั่นเอง ส่วนในเรื่องของรสชาติของตะเกียบกินได้ ก็ไม่มีรสชาติใดๆ จืดๆเหมือนกินเเป้งกรอบเฉยๆ ซึ่งการคิดค้นตะเกียบกินได้ ก็ถือว่าเป็นการช่วยโลกอย่างหนึ่ง เเละประหยัดทรัพยากรป่าไม้ได้จริง

เพราะไม่ต้องตัดไม้ เเละนำมาทำตะเกียบไม้อีกเเล้วเพียงเเค่เรามีเเป้ง มีน้ำ ก็สามารถทำใช้เองได้เลยเป็นการประหยัด ถึงจะไม่มากไม่น้อย เเต่ก็ช่วยกันประหยัดทรัพยากรของประเทศได้ไม่ยาก บางคนคิดว่าเเค่ไม้เอง ย่อยสลายง่ายจะตาย เเต่ถ้าเเลกกับการตัดไม้มาทำตะเกียบ เเละป่าไม้หายไป ก็ถือว่าคงไม่คุ้มกับการทำลายทรัพยากรป่าไม้เเบบนี้

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ปลูกต้นไม้ตามทิศให้ความเจริญรุ่งเรือง

คนไทยกับความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน ยิ่งกับคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้มักจะมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้มงคลต่างๆ ต้นไหนปลูกได้หรือไม่ได้ เพื่อให้ตรงกับหลักของฮวงจุ้ยเพื่อหวังในเมื่อเรานำต้นไม้เข้ามาปลูกในบริเวณบ้านของเราแล้วจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านด้วย

ด้วยความเชื่อต่างๆเหล่านี้ผู้คนต่างก็มักจะเสาะหาพรรณไม้ดีๆนานาชนิดเพื่อนำมาปลูกแต่คุณรู้หรือไม่ว่าการปลูกต้นไม้ที่ดีก็ควรจะดูทิศทางด้วยว่าต้นไม้ชนิดไหนควรปลูกไว้ทิศไหนเพื่อเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้นไปอีก วันนี้เราจึงเลือกต้นไม้ที่เหมาะที่จะปลูกในแต่ละทิศมาฝากกันค่ะ

  1. ทิศเหนือ  สำหรับทิศนี้เหมาะกับการปลูกต้นมะเดื่อ อุทุมพร ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้มงคลของชาวฮินดู โดยมีความเชื่อกันว่าหากปลูกต้นไม้ชนิดนี้ไว้ในบ้านจะสามารถช่วยป้องกันภัยให้กับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านได้ ซึ่งลักษณะของต้นมะเดื่ออุทุมพรนั้นเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ หากโตเต็มวัยสามารถสูงได้ถึง 20 เมตรมีทรงเป็นพุ่มขนาดใหญ่
  2. ทิศใต้  สำหรับทิศนี้เหมาะกับการปลูกต้นมะพลับ ซึ่งเชื่อกันว่าหากบ้านไหนมีการปลูกต้นมะพลับไว้ในบ้านจะช่วยให้บ้านนั้นร่ำรวย มีฐานมั่งคง และอายุยืนอีกด้วย ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ประมาณ 8-15 เมตรต้นไม้เป็นทรงพุ่มรูปกรวย สามารถให้ร่มเงาได้ดีมาก 
  3. ทิศตะวันออก สำหรับทิศนี้เหมาะกับการปลูกต้นไผ่สีสุก สำหรับต้นไผ่ชนิดนี้ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นไม้ไผ่มงคล เพราะชื่อที่มีคำว่าสุก ดังนั้น จึงมีความเชื่อกันว่าหากบ้านไหนปลูกต้นไผ่ชนิดนี้แล้ว บ้านนั้นจะมีแต่ความสุข ลักษณะของต้นไผ่มักจะขึ้นเป็นกอสูงใหญ่ ความสูงสามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตรเลยทีเดียว
  4. ทิศตะวันตก สำหรับทิศนี้เหมาะกับการปลูกต้นกุ่มบก สำหรับต้นไม้ต้นนี้ไม่ได้อยู่ในหมวดของไม้มงคลแต่ก็มีประโยชน์ใช้สอยมากมาย ด้วยลำต้นที่มีความสูงใหญ่ขนาดกลางโดยจะสูงประมาณ 10-15 เมตร และทรงจะเป็นพุ่มโปร่งสามารถให้ร่มเงาได้ที่สำคัญต้นกุ่มบก สามารถนำมาเป็นสมุนไพรและใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย

สำหรับการหาต้นไม้เหล่านี้มาปลูกตามทิศที่ระบุอาจจะค่อนข้างหายากสักหน่อยแต่ก็เป็นต้นไม้ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี หากใครที่สนใจจะปลูกต้นไม้มงคลและมีประโยชน์มากมายเหล่านี้สามารถหาข้อมูลการแหล่งขายได้เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ขายต้นไม้

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ลดถุงใต้ตา ปัญหากวนใจ

ถุงใต้ตา ทำให้ใบหน้าของเราดูโทรม ไม่สดใส ใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบางมากที่สุดบนใบหน้า เมื่อถูกสิ่งกระทบเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดถุงใต้ตาได้แล้ว โดยสาเหตุหลัก ๆเกิดจาก กรรมพันธุ์ ผลกระทบจากโรคภูมิแพ้ การอดนอนหรือนอนดึก

การร้องไห้ รวมไปถึงการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ทำให้เกิดถุงใต้ตาได้ บทความนี้จึงแนะนำการวิธีการลดถุงใต้ตาที่เป็นปัญหากวนใจ ทำให้ใบหน้าของเราดูโทรม

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมง จะสามารถช่วยลดปัญหาของการเกิดถุงใต้ตาได้ เพราะการอดนอนหรือการนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสาเหตุหลักของการเกิดถุงใต้ตา
  2. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด จะทำให้ถุงใต้ตาลดลง เพราะการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะทำให้เกิดภาวะ การบวมน้ำ ซึ่งส่งผลต่อส่วนที่บอบบางอย่างใต้ตา ทำให้เกิดถุงใต้ตานั่นเอง
  3. ผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานควรมีการพักสายตาเป็นระยะ ๆเพื่อให้กล้ามเนื้อใต้ตาของเราได้พักบ้างนั่นเอง เพราะการใช้สายตามองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกล้ามเนื้อใต้ตาจะเกิดอาการล้า ทำให้เกิดถุงใต้ตา
  4. มั่นฝรั่ง นำมันฝรั่งบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาบริเวณรอบดวงตา ประมาณ 15-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นที่สะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สามารถช่วยลดถุงใต้ตาได้
  5. แตงกวา นำแตงกวามาหั่นเป็นแว่น แล้วนำมาวางไว้บริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที ทำทุกครั้งตอนตื่นนอน และก่อนเข้านอนทุกวัน สามารถช่วยลดถุงใต้ตาได้ และยังช่วยลดอาการใต้ตาดำได้อีกด้วย
  6. ประคบด้วยเจลเย็น การประคบใต้ตาด้วยเจลเย็นจะช่วยลดถุงใต้ตาได้ โดยการนำเจลเย็นมาประคบบริเวณรอบดวงตา 15 นาทีต่อครั้ง สามารถทำได้บ่อยตามที่ต้องการ
  7. กากชา นำกากชาที่ใช้แล้วมาใส่ในผ้าขาวบาง แล้วนำมาประคบบริเวณรอบดวงตา สารแทนนิน (Tannin) และคาเฟอีน (Caffeine) ในกากชา มีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้
  8. มะเขือเทศ นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่น แล้วนำมาวางบริเวณรอบดวงตา สามารถช่วยลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้ และมะเขือเทศยังช่วยทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งขึ้นอีกด้วย
  9. ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาก็สามารถใช้ได้เช่นกัน ซึ่งในบางยี่ห้ออาจมีราคาแพงแตกต่างกันไป แต่สามารถช่วยลดถุงใต้ตา และเห็นผลได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

หากสาว ๆคนไหนบำรุงแล้วยังมีถุงใต้ตามากวนใจอยู่ก็สามารถปกปิดถุงใต้ตาได้ด้วยการใช้ Concealer ซึ่งเป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการปกปิดถุงใต้ตาได้เป็นอย่างดี แค่เพียงเท่านี้ใบหน้าของเราก็ดูสว่างสดใสไม่หมองคล้ำอีกต่อไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า Ufabet มือถือ

ประโยชน์ของมะม่วงที่เรานั้นควรรู้

ในตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับมะม่วงที่เราเชื่อว่าต้องมีหลายๆคนนั้นชื่นชอบเพราะว่ามะม่วงเป็นผลไม้ที่รสชาติที่หวาน และยังสามารถที่จะกินได้ทั้งสุกและดิบเลย ประโยชน์ของมะม่วงนั้นก็มีมากมาย

ซึ่งในการที่เรากินนั้นก็มีทั้งประโยชน์และโทษได้เหมือนกันสำหรับผลไม้ชนิดนี้  ใครที่ชอบกินนั้นก็คิดว่าต้องรู้อยู่แล้วว่าประโยชน์ของมะม่วงมีอะไร และข้อเสียของมะม่วงนั้นมีอะไรเดี่ยวซึ่งทางเว็บ ufabet ของเรานั้นจะมาบอกว่ามีอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลย 

ประโยชน์ของมะม่วง  

ประโยชน์ของมะม่วงนั้นช่วยสร้างคุ้มกันให้แก่ร่างกาย  และช่วยให้ในเรื่องของผิวพรรณที่สดใส และก็อุดมไปด้วยวิตามินเอและซี  และสารต้านอนุมูล และยังเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงในเรื่องของตานั้นอีกด้วยและก็ยังช่วยในเรื่องของความผิดปกติอย่างเช่นการป้องกันต้อกระจก  และก็จอประสาทตานั้นเสื่อม ตาแห้ง  

ส่วนในเรื่องของมะม่วงดิบนั้นแคลเซียมสูง  และก็ช่วยในเรื่องของเลือดออกตามไรฟัน และมะม่วงสุกนั้นก็ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่าย  เพราะว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบายอีกด้วย ในมะม่วงนั้นเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เนื่องจากมะม่วงนั้นมีธาตุเหล็กที่ช่วยในภาวะของโลหิตจางในผู้หญิงนั้นได้  

รับประทานมะม่วงอย่างไงให้ปลอดภัย  

เนื่องจากมะม่วงนั้นเป็นผลไม้ที่รสชาติที่หวานเมื่อสุก ในมะม่วงนั้นจะมีน้ำตาลเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตที่สูง มาก  ส่วนในมะม่วงดิบจะมีคาร์โบไฮเดรตที่อยู่เป็นแป้ง และเมื่อมะม่วงนั้นสุกแป้งในมะม่วงนั้นจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทันที และเมื่อเรานั้นกินไปเรานั้นจะกินน้ำตาลที่จะดูดซึมเร็วและก็ยังส่งผลให้ในน้ำตาลในเลือด  เมื่อเรานั้นกินมากเกินไปนั้นจะทำให้เรานั้นเบาหวานเพราะว่าน้ำตาลในมะม่วง ส่วนคนที่เบาหวานนั้นก็ควรที่จะสอบถามแพทย์ก่อนเพราะว่าการที่จะกินมะม่วงนั้นมากจะทำให้เบาหวานนั้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเราควรที่จะกินน้อย  

     เรานั้นเชื่อว่ามีหลายๆคนนั้นชื่นชอบในการกินมะม่วงแต่ว่าเรานั้นก็ควรที่จะแบบว่าพอประมาณเพราะว่าการที่เรานั้นเป็นเบาหวานนั้นแล้วเรานั้นรับประทานมะม่วงนั้นมากเกินไปจะทำให้ร่างกายของเรานั้นเกิดอาการช็อกเบาหวานนั้นก็ได้เราควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่เรานั้นจะกิน  

     ส่วนมะม่วงดิบนั้นเมื่อเรารับประทานมากเกินก็อาจจะทำให้ท้องของเรานั้นเสียหรือว่าถ่ายท้องนั้นก็ได้เพราะว่ามะม่วงที่ดิบนั้นมีรสชาติที่เปรี้ยว  หรือว่าเราจะรับประทานคู่กับ น้ำปลาหวานนั้นก็อร่อยเหมือนกัน หรือว่าชอบจิ้มก็เป็นพริกกับเกลือขอบอกว่าแซ่บอย่างแน่นอน  

วิธีการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง

และด้วยว่าเดียวนี้การที่คนเรานั้นหันมากินอาหารกระป๋องกันอย่างเยอะมากเพราะด้วยการที่สะดวกสบายและหาทานได้ง่ายมากและก็สามารถรับประทานได้ทันทีแต่ว่าบางคนนั้นก็เอามาปรุงใหม่แต่มีอาหารกระป๋องนั้นมาร่วมด้วยและด้วยที่ว่าปัจจุบันนี้โลกเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

จึงทำให้มีอาหารกระป๋องนั้นให้เรานั้นได้เลือกเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋องหรือว่าผักกระป๋องหรือว่าแกงกระป๋อง เนื้อกระป๋อง และรวมไปถึงการที่มีข้าวกระป๋องที่ทำให้เรานั้นสะดวกสบายแต่สำหรับคนที่กำลังคิดว่าการที่เรานั้นเลือกซื้ออาหารกระป๋องนั้นเอามาเก็บไว้นั้นเราต้องพึงนึกถึงสุขภาพด้วยว่าการที่เรานั้นกินอาหารกระป๋องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพและคนที่คุณนั้นรักหรือว่าคนในครอบครัวกันนะค่ะ

วิธีเลือกซื้ออาหารกระป๋องให้ปลอดภัย

  1. วันเดือนปีที่ผลิตนั้นต้องดูเป็นอันดับแรกและก็วันเดือนปีหมดอายุที่เรานั้นต้องดูที่ข้างผลิตภัณฑ์เพราะว่าการที่เรานั้นต้องดูเรื่องวันเดือนปีนั้นเป็นเรื่องที่เรานั้นต้องใส่ใจในความสำคัญและการเลือกซื้ออย่างมากเพราะว่าถ้าเรานั้นกินอาหารกระป๋องที่หมดอายุแล้วถ้าเรานั้นรับประทานเข้าไปนั้นจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพและเวลาที่เรานั้นเลือกซื้อเพื่อที่จะได้เก็บเอาไว้กินได้นานหน่อย
  2. การที่เราจะเลือกซื้อนั้นเราต้องตรวจสอบว่ากระป๋องหรือผลิตภัณฑ์นั้นบวม  พอง มีรอยรั่วไหม มีสนิมขึ้นที่กระป๋องหรือเปล่า เพราะว่าถ้าอาหารกระป๋องบางอย่างนั้นถ้าเก็บเอาไว้ไม่ดีนั้นก็อาจจะทำให้เสียได้เหมือนกันดังนั้นเราจะซื้อก็ควรดูที่กระป๋องนั้นไม่บุบและก็ควรที่จะอยู่ในสภาพที่ปกติเหมือนกับกระป๋องอื่นๆ

วิธีการเลือกซื้ออาหารให้ปลอดภัย

  • เรานั้นต้องดูที่ผลิตว่าอยู่ที่ไหนรวมไปถึงสถานที่ที่ที่นั่นมีอยู่จริงหรือเปล่าและเชื่อถือได้หรือไม่เพราะว่าถ้าเรานั้นซื้อไปแล้วอาจจะทำให้สุขภาพร่างกายเรานั้นแย่อย่างมากดังนั้นก่อนที่เรานั้นกินเราก็ควรดูที่ว่าเรานั้นซื้อน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน 
  • ทีฉลากนั้นต้องมีส่วนผสมว่าใส่อะไรลงไปบ้างรวมไปถึงปริมาณน้ำหนักที่ชัดเจนและต้องจดทะเบียนการค้าจดทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขและก็ควรที่จะมีเครื่องหมายความปลอดภัยและนอกจากนี้เราก็ควรเลือกซื้ออาหารกระป๋องที่เรานั้นรูจักโดยทั่วไปเพื่อที่เวลาเรานั้นกินเข้าไปแล้วจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

วิธีการเลือกซื้ออาหารกระป๋องให้ปลอดภัย

  • และเมื่อเรานั้นเปิดอาหารกระป๋องนั้นออกมาแล้วอาหารที่ในกระป๋องนั้นจะต้องไม่มีกลิ่นเหม็นหรือว่าภายในกระป๋องนั้นต้องไม่เป็นสนิมแต่ถ้ามีสิ่งที่เรานั้นบอกก็ควรที่จะทิ้งไม่ตองเสียดายเพราะว่าถ้าเรานั้นกินเข้าไปแล้วอาจจะทำให้ท้องเสียหรือว่าอาจจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้

เลือกกระเป๋าอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน

สมัยนี้กระเป๋าเป็นที่นิยมมากยิ่งไปกว่านั้นสำหรับพวกที่ชอบท่องเที่ยวมักจะใช้กระเป๋าด้วยกันทั้งสิ้นหากคุณกำลังมองหากระเป๋าสักใบอยู่ เพราะต้องการจะนำกระเป๋าเหล่านี้ไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลด้วยแล้วโดยกระเป๋าเหล่านั้นจะเป็นตัวบ่งบอกในความเป็นตัวของเราเพราะการเลือกใช้กระเป๋าส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงนิสัยและลักษณะของบุคคลที่ใช้ได้เป็นอย่างดีดังนั้นวันนี้เรามาดูวิธีการเลือกกระเป๋าเพื่อทำให้เราดูดีในแบบที่เป็นเรากันดีกว่า

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าท่านมีจุดประสงค์ใดสำหรับการใช้กระเป๋าเพราะเรานั้นควรจะแยกประเภทการใช้งานของกระเป๋ากันนะว่าจะนำกระเป๋าไปใช้ด้านใดเพราะว่าการใช้กระเป๋านั้นไม่ควรนำไปใช้แบบมั่วๆเพราะมันอาจจะทำให้เกิดผลเสียหลายอย่างตามมา

กระเป๋าที่นำไปใส่เสื้อผ้าต้องมีลักษณะดังนี้

กระเป๋าชนิดนี้เป็นกระเป๋าที่จะสามารถนำเสื้อผ้าที่มีปริมาณเยอะเคลื่อนย้ายสถานที่ได้ดังนั้นกระเป๋าลักษณะนี้จะเป็นกระเป๋าต้องมีขนาดไซต์ที่ใหญ่พอสมควร และสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายเพราะว่าหากคุณนั้นมีการเดินทางหลายวันหรือเดินทางไกลมากซึ่งคุณจำเป็นจะต้องพึ่งพากระเป๋าแบบนี้และกระเป๋าใบนี้ก็สามารถรับน้ำหนักของสิ่งของได้เป็นอย่างดีเพราะภายในของมันมีพื้นที่กว้างสำหรับขนสัมภารได้ดี

ส่วนใหญ่ของภายในกระเป๋านั้นจะเป็นพื้นที่โล่งๆ กระเป๋าในลักษณะนี้ส่วนมากจะทำมาจากพลาสติกหรือหรือทำจากผ้าที่เป็นไวนิลในบางยี่ฮ้อแต่สำหรับบางยี่ฮ้อก็อาจจะทำมาทจากหนังได้เช่นกันเพราะว่ามันขึ้นอยู่กับยี่ผู้ผลิตแต่ละคนว่าจะนำวัสดุอะไรมาผลิตนั่นเอง

ในการผลิตกระเป๋าแบบนี้ส่วนใหญ่นั้นจะผลิตโดยมีการติดล้อเพื่อทำให้การเดินทางขนย้ายง่ายตามไปด้วยเพราะส่วนใหญ่กระเป๋าแบบนี้จะเป็นการขนย้ายที่มีจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำล้อมาเพื่อทำให้ผู้ใช้สินค้ารู้สึกสบายขึ้นในการขนย้าย

ใส่ของทั่วไปที่เป็นขนาดกลาง 

สำหรับกระเป๋าที่เราเอ่ยถึง นั้นก็คือกระเป๋าที่มีขนาดกลางไม่ใหญ่มากไปและไม่เล็กมากไปมีขนาดตามความเหมาะสมหรือขนาดตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเราสามารถนำกระเป๋านี้สะพายไปที่ไหนต่อที่ไหนด้วยกันนั่นเอง

ซึ่งขนาดของมันจะเป็นลักษณะพอดี เหมาะสมกับการสะพาย บางท่านก็จะใช้กระเป๋าเป้บางคนก็ชอบในรูปแบบสะพายข้าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม เราสามารถเลือกตามแบบที่เราชอบได้อย่างเต็มที่เลย

สำหรับกระเป๋าเป้ส่วนใหญ๋แล้วนักเดินทางหรือวัยรุ่นชอบนำไปใช้เพราะบางคนก็นำเสื้อผ้าของตนใส่ไปได้ด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เราจะนำไปใส่ซึ่งกระเป๋าเหล่านั้นเป็นกระเป๋าที่ยอดฮิตมากเช่นกันเพราะราคาของมันไม่แพงมากนักสามารถจัต้องได้แถมประโยชน์ใช้สอยก็มากมายเหลือเกิน เรียกว่ามีกระเป๋าใบนี้คุ้มค่าจริงๆ